ความเป็นมา
รหัสผลิตภัณฑ์สากล
บาร์โค้ด (Bar codes) และ
รหัสผลิตภัณฑ์สากล
รหัสผลิตภัณฑ์สากลกับสำนักงาน คณะกรรมการอาหารและยา
ข้อดี-ข้อเสียของการกำหนดใช้รหัสผลิตภัณฑ์ สากล
   

 
 
การใช้งานรหัสผลิตภัณฑ์สากล (GTIN) กับผลิตภัณฑ์สุขภาพ

บาร์โค้ด (Bar codes) และ GTIN

 

              คนทั่วไปที่มิได้ศึกษาระบบการตรวจสอบเอกลักษณ์ของสินค้าและบริการให้ถี่ถ้วนมักจะมีความเข้าใจเกี่ยวกับบาร์โค้ดและ GTIN ที่สับสนอยู่มาก  คนเหล่านี้ ส่วนใหญ่เข้าใจว่า บาร์โค้ดกับ GTIN คือสิ่งเดียวกัน และมักจะอ้างถึงสองสิ่งนี้อย่างสับสน  อันที่จริง GTIN คือระบบการกำหนดรหัสสินค้าและบริการ (Trade Item)  แต่บาร์โค้ด (Bar code) เป็นระบบการตรวจสอบเอกลักษณ์โดยใช้อาศัยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์แบบหนึ่ง แต่เนื่องจากการตรวจสอบเอกลักษณ์แบบนี้ต้องอ้างอิงกับฐานข้อมูลโดยไม่อาจแยกออกจากกันได้ ดังนั้น จึงต้องอาศัยรหัสผลิตภัณฑ์เป็นเครื่องมือในการสื่อสารระหว่างอุปกรณ์การอ่านข้อมูล (Bar code Reader) และระบบฐานข้อมูล 

ภาพที่ ๒ ตัวอย่างบาร์โค้ดและโครงสร้างรหัสผลิตภัณฑ์ (GTIN)

data_structure3

                บาร์โค้ด เป็นรูปแบบหนึ่งในการแสดงข้อมูลภาพบนผิวหน้าหรือฉลากที่สามารถอ่านได้โดยใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ที่เรียกว่า bar code reader   บาร์โค้ดรูปแบบเดิมนั้นเป็นแท่งสีดำที่มีขนาดความกว้างและช่องไฟต่างกันชุดหนึ่ง  แต่ปัจจุบันนี้ บาร์โค้ดอาจมาในรูปจุดหรือเส้นรอบวงกลมที่ซ่อนอยู่ในภาพ  บาร์โค้ดถูกประดิษฐ์ขึ้นในปี ๑๙๔๘ โดยเบอร์นาร์ด ซิลเวอร์และ นอร์แมน โยเซฟ วู้ดแลนด์ สองนักศึกษาจาก Drexel Institute of Technology ซึ่งทั้งสองนำไปจดสิทธิบัตรในเดือนตุลาคม ๑๙๔๙ และได้รับสิทธิบัตรในปี ๑๙๕๒   บาร์โค้ดถูกนำไปใช้งานได้จริงในงานวิศวการของเรย์มอนด์ อเล็กซานเดอร์และแฟรงค์ สตีทซ์จากซิลวาเนียในการจำแนกเอกลักษณ์ของรถไฟซึ่งผลงานของทั้งสองก็ได้รับสิทธิบัตรด้วยเช่นกัน  แต่บาร์โค้ดไม่ถูกนำไปใช้งานในทางการธุรกิจจนกระทั่งปี ๑๙๖๖ และไม่ประสบความสำเร็จจนกระทั่งถึงทศวรรษ ๑๙๘๐ ที่บาร์โค้ดถูกใช้งานอย่างกว้างขวาง [1]

                 ปัจจุบันนี้ ระบบตรวจสอบเอกลักษณ์ได้เริ่มนำเทคโนโลยี RFID/transponder ซึ่งเป็นเทคโนโลยีในการสื่อสารด้วยคลื่นความถี่ต่ำ โดยจะติดแผ่น transponder หรือ RFID tag ที่มีลักษณะเป็นแผ่นบางๆ ประกอบด้วยซิลิกอนชิพและเสาอากาศ ลงบนสินค้า สัตว์หรือคน  ข้อมูลบนแผ่น RFID tag จะถูกอ่านโดย RFID reader ที่เชื่อมโยงกับระบบฐานข้อมูล   เช่นเดียวกับบาร์โค้ด RFID เป็นเพียงเทคโนโลยีที่ใช้ในการตรวจเอกลักษณ์ที่ต้องอาศัยรหัสประจำตัวของสิ่งที่ต้องการตรวจสอบ  เทคโนโลยี RFID/transponder ยังถูกนำใช้ในกิจการอื่น นอกเหนือไปจากทางธุรกิจ อาทิเช่น ประเทศในยุโรปเริ่มออกพาสปอร์ตที่ติดตั้งเทคโนโลยี RFID/transponder เพื่อให้พิธีการตรวจคนเข้าเมืองเป็นไปได้อย่างรวดเร็วและถูกต้องมากยิ่งขึ้น

                 เทคโนโลยี RFID/transponder ได้รับการพัฒนาขึ้นมาตั้งแต่ปี ๑๙๒๐ และเริ่มใช้งานเมื่อเลโอนิน เธรามินสร้างอุปกรณ์ส่งสัญญาณข้อมูลเสียงให้กับรัฐบาลโซเวียตในปี ๑๙๔๖  แต่เทคโนโลยีที่ใกล้เคียงกับเทคโนโลยี RFID/transponder สมัยใหม่ได้รับการพัฒนาขึ้นในปี ๑๙๓๙ โดยสหราชอาณาจักรเพื่อใช้งานในสงครามโลกครั้งที่ ๒  เทคโนโลยี RFID/transponder ของปัจจุบันเริ่มได้รับการศึกษาเพื่อใช้งานอย่างจริงจังในปี ๑๙๔๘ โดยแฮร์รี สต็อคแมน  แต่งานที่ถือว่าเป็นต้นแบบของเทคโนโลยี RFID/transponder ที่ใช้กันปัจจุบัน มาจากสิทธิบัตรที่ออกโดยสำนักงานสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาเลขที่ ๓,๗๑๓,๑๔๘ ให้กับ มาริโอ การ์ดูโล ในปี ๑๙๗๓ ที่ได้สาธิตการใช้งานอุปกรณ์ต้นแบบนี้ให้กับการท่าเรือนิวยอร์คและผู้สนใจในปี ๑๙๗๑

ภาพที่ ๓ ตัวอย่างของ RFID tag ที่ใช้งานในกิจการของห้าง Wal-Mart

 
 

              

กลับขึ้นด้านบน
 
Download file
 ยา/วัตถุออกฤทธิ์/ยาเสพติด
 อาหาร
 เครื่องสำอาง
 เครื่องมือแพทย์
 การใช้งานรหัสผลิตภัณฑ
์ สากลและผลิตภัณฑ์สุขภาพ